ตลาดนาฬิกามือสอง
ช่างตรวจสอบสินค้าจริงก่อนจัดส่งถึงผู้ซื้อหากไม่ใช่ของแท้ คืนเงินเต็มจำนวนชำระเงินกับบริษัทฯ ไม่ใช่โอนให้บุคคลที่ไม่รู้จักโทร 082-620-4442
เรื่องเล่าทั้งหมดประวัติศาสตร์

นาฬิกาที่พังไม่ได้ — ประวัติ CASIO G-SHOCK ตั้งแต่เรือนแรกถึงวันนี้

จากนาฬิกาพกของพ่อที่ตกแตก สู่ต้นแบบสองร้อยเรือนที่ถูกโยนทิ้งจากหน้าต่างชั้นสาม และนาฬิกาที่ขายไปแล้วกว่าร้อยล้านเรือน

12 นาที · อัปเดต 2026-09-13

G-SHOCK รุ่นเข็มคู่ดิจิทัล หนึ่งในทรงที่แพร่หลายที่สุดของแบรนด์

บทที่ 1 — ของขวัญจากพ่อที่แตกเป็นชิ้น

ปี 1981 ที่โตเกียว อิเบะ คิคุโอะ (Kikuo Ibe) เป็นวิศวกรหนุ่มในแผนกออกแบบของคาสิโอ เขามีนาฬิกาพกเรือนหนึ่งที่พ่อให้เป็นของขวัญตอนเรียนจบ และพกติดตัวมาตลอด วันหนึ่งระหว่างเดินอยู่ นาฬิกาเรือนนั้นหลุดมือลงกระทบพื้นถนน แล้วแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ

สิ่งที่ทำให้เขาเสียใจไม่ใช่ราคาของมัน แต่เป็นความจริงที่ว่าของชิ้นเดียวที่พ่อให้มานั้นหายไปในพริบตา เพราะเหตุผลที่ฟังดูไร้สาระมาก คือแค่มันตกพื้น คำถามที่ตามมาคือ ทำไมของที่คนใส่ติดตัวทุกวันตลอดชีวิตถึงต้องเปราะบางขนาดนั้น

ยุคนั้นทิศทางของทั้งอุตสาหกรรมนาฬิกาสวนทางกับคำถามนี้อย่างสิ้นเชิง หลังวิกฤตควอตซ์ในยุค 70 การแข่งขันในตลาดนาฬิกาดิจิทัลคือการแข่งกันทำให้ "บางที่สุด เบาที่สุด" ยิ่งบางยิ่งดูล้ำ ยิ่งบางยิ่งขายได้ การจะเสนอโครงการทำนาฬิกาที่หนาและหนักกว่าชาวบ้าน จึงเหมือนเดินสวนกระแสทั้งบริษัท

อิเบะเขียนข้อเสนอโครงการขึ้นมาสั้น ๆ หนึ่งหน้า ตั้งชื่อทีมว่า Team Tough และเขียนเป้าหมายไว้สามข้อที่ภายหลังถูกเรียกกันว่า "Triple 10" — ทนแรงตกจากความสูง 10 เมตร กันน้ำได้ที่ 10 บาร์ และแบตเตอรี่ต้องอยู่ได้ 10 ปี

ผมอยากทำนาฬิกาที่ต่อให้ทำตกก็ไม่พัง
สรุปเป้าหมายของโครงการที่อิเบะเล่าซ้ำในบทสัมภาษณ์หลายครั้งตลอดหลายสิบปี

บทที่ 2 — สองร้อยเรือนที่แตกหมด

วิธีทดสอบของทีมตรงไปตรงมาจนน่าขำ พวกเขาขึ้นไปที่ห้องน้ำชั้นสามของอาคารสำนักงาน เปิดหน้าต่าง แล้วโยนต้นแบบลงไปกระแทกพื้นด้านล่าง จากนั้นลงไปเก็บซากขึ้นมาดูว่าอะไรพังก่อน

ผลที่ได้เหมือนกันแทบทุกครั้ง ตัวเรือนอาจไม่แตก แต่ข้างในพังหมด ปัญหาจริงไม่ได้อยู่ที่เปลือกนอกไม่แข็งแรงพอ แต่อยู่ที่เมื่อเกิดแรงกระแทก ชิ้นส่วนข้างในจะสะบัดไปชนกันเองจนเสียหาย ต่อให้ทำเปลือกหนาขึ้นอีกเท่าตัวก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะแรงมันส่งทะลุเข้าไปถึงเครื่องอยู่ดี

ทีมทำต้นแบบไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนวัสดุ เปลี่ยนวิธียึด เปลี่ยนโครงสร้าง จนผ่านไปราวสองปีและต้นแบบราวสองร้อยเรือน ก็ยังไม่มีเรือนไหนรอด ถึงจุดที่อิเบะเล่าเองว่าเขาเริ่มคิดว่าโครงการนี้อาจไม่มีทางสำเร็จ

ลูกบอลยางในสวนสาธารณะ

วันหนึ่งเขาไปนั่งพักในสวนสาธารณะ แล้วเห็นเด็กคนหนึ่งเล่นลูกบอลยางเด้งกับพื้น เขามองลูกบอลกระทบพื้นซ้ำ ๆ แล้วนึกภาพจุดกึ่งกลางของลูกบอลขึ้นมา ตรงกลางนั้นแทบไม่ได้รับแรงกระแทกอะไรเลย เพราะเนื้อยางรอบนอกยุบตัวรับแรงไว้หมดแล้ว

นั่นคือคำตอบที่หาอยู่สองปี — อย่ายึดเครื่องติดกับตัวเรือน แต่ทำให้เครื่องลอยอยู่กลางตัวเรือนโดยมีจุดสัมผัสน้อยที่สุด แล้วให้โครงสร้างรอบนอกรับแรงแทน โครงสร้างนี้คือสิ่งที่เรียกกันว่า floating module และมันยังเป็นหัวใจของ G-SHOCK ทุกเรือนจนถึงวันนี้

เมษายน 1983 G-SHOCK เรือนแรกวางขายในญี่ปุ่นในชื่อ DW-5000C ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมมุมมน มีกรอบเรซินหนาครอบไว้ ปุ่มกดจมลงไปในตัวเรือนเพื่อไม่ให้โดนกระแทกตรง ๆ ชื่อ G มาจาก Gravity หรือแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นสิ่งที่มันถูกสร้างมาเพื่อเอาชนะ

G-SHOCK ซีรีส์ 5600 สีดำ ทรงสี่เหลี่ยมมุมมนพร้อมกรอบเรซินหนา
รูปทรงสี่เหลี่ยมมุมมนของเรือนแรกปี 1983 ยังอยู่ในซีรีส์ 5600 ที่ขายอยู่ทุกวันนี้ — เป็นหนึ่งในไม่กี่ดีไซน์ที่แทบไม่เปลี่ยนเลยในรอบสี่สิบปี

บทที่ 3 — ลูกฮ็อกกี้ที่ทำให้อเมริกาทั้งประเทศรู้จัก

ในญี่ปุ่นช่วงแรก G-SHOCK ขายไม่ดีอย่างที่คิด นาฬิกาหนา ๆ ทรงแปลกไม่ใช่รสนิยมของตลาดตอนนั้น แต่ในอเมริกากลับเป็นคนละเรื่อง

ช่วงกลางยุค 80 คาสิโอทำโฆษณาโทรทัศน์ในอเมริกาที่ให้นักฮ็อกกี้น้ำแข็งใช้ไม้ตี G-SHOCK แทนลูกพัค นาฬิกาถูกตีกระเด็นไปกระแทกกำแพง แล้วภาพตัดมาที่หน้าปัดซึ่งยังเดินอยู่ตามปกติ มีผู้ชมร้องเรียนว่าโฆษณานี้เกินจริง จนสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งตัดสินใจทำรายการตรวจสอบ

พวกเขาทดสอบซ้ำออกอากาศ ด้วยการตีนาฬิกาเรือนจริงแบบเดียวกับในโฆษณา ผลคือนาฬิกายังเดินอยู่ รายการที่ตั้งใจจะจับผิดจึงกลายเป็นการยืนยันคำโฆษณาให้ฟรี ๆ ต่อหน้าคนดูทั้งประเทศ ซึ่งเป็นการโฆษณาที่เงินซื้อไม่ได้

หลังจากนั้น G-SHOCK เริ่มแพร่เข้าไปในกลุ่มที่ต้องใช้ของทนจริง ทั้งทหาร ตำรวจ หน่วยดับเพลิง หน่วยกู้ภัย แล้วค่อยไหลออกจากกลุ่มอาชีพเข้าสู่วัฒนธรรมข้างถนน ทั้งสเกตบอร์ด เซิร์ฟ และฮิปฮอปในยุค 90 ซึ่งเป็นจุดที่มันเปลี่ยนสถานะจาก "อุปกรณ์" มาเป็น "ของที่ใส่เพราะอยากใส่"

บทที่ 4 — ยุคทอง และการแตกสายพันธุ์

พอฐานลูกค้ากว้างขึ้น คาสิโอเริ่มทำรุ่นที่เจาะสภาพแวดล้อมเฉพาะทางแทนที่จะทำรุ่นเดียวใช้ได้ทุกงาน แต่ละสายมีชื่อเล่นของตัวเองที่คนในวงการเรียกกันจนติดปากมากกว่าชื่อรหัสรุ่นเสียอีก

  • Frogman — สายดำน้ำตัวจริง ตัวเรือนอสมมาตร เป็นสายที่นักสะสมตามหาหนักที่สุดสายหนึ่ง
  • Mudman และ Mudmaster — ปิดผนึกกันโคลนและฝุ่นเข้าเครื่อง สำหรับงานกลางแจ้งหนัก ๆ
  • Gulfmaster — สำหรับทะเล มีเซ็นเซอร์วัดความกดอากาศและอุณหภูมิ
  • MR-G และ MT-G — สายพรีเมียมตัวเรือนโลหะ ประกอบในญี่ปุ่น ราคาระดับหลายหมื่นถึงหลักแสน
  • Baby-G — ตัวเรือนเล็กลง ออกปี 1994 ทำให้ฐานลูกค้าผู้หญิงกว้างขึ้นทันที

ปี 1996 เกิดสิ่งที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า G-SHOCK boom ความต้องการพุ่งจนบางรุ่นถูกซื้อขายต่อในราคาหลายเท่าของราคาป้าย และเป็นครั้งแรกที่คนเริ่มมองนาฬิกาพลาสติกราคาไม่กี่พันเป็นของสะสมที่มีมูลค่าเพิ่มได้

G-SHOCK ซีรีส์ GA-110 หน้าปัดเข็มคู่ดิจิทัล
ซีรีส์ GA-110 กับหน้าปัดเข็มคู่ดิจิทัลตัวใหญ่ — ทรงที่พา G-SHOCK เข้าสู่วัฒนธรรมสตรีทของคนอีกรุ่นหนึ่ง
  1. 1983DW-5000C

    G-SHOCK เรือนแรก วางขายในญี่ปุ่น เป็นต้นแบบของทรงสี่เหลี่ยมทั้งหมดที่ตามมา

  2. 1987DW-5600C

    ปรับปรุงจากเรือนแรก กลายเป็นโครงที่ซีรีส์ 5600 ใช้ต่อมาอีกหลายสิบปี

  3. 1993Frogman

    สายดำน้ำตัวจริงเรือนแรก ทรงอสมมาตรที่กลายเป็นของหายากในตลาดมือสอง

  4. 1994Baby-G

    เวอร์ชันตัวเรือนเล็ก เปิดตลาดผู้หญิงให้ G-SHOCK เต็มตัว

  5. 1996G-SHOCK boom

    กระแสในญี่ปุ่นดันราคามือสองบางรุ่นขึ้นไปหลายเท่าของราคาป้าย

  6. 2017100 ล้านเรือน

    คาสิโอประกาศยอดส่งมอบสะสมของ G-SHOCK ทะลุหนึ่งร้อยล้านเรือน

  7. 2019GA-2100

    ทรงแปดเหลี่ยมบางเบาที่คนเรียกกันว่า CasiOak กลายเป็นรุ่นขายดีระดับตำนานรุ่นใหม่

บทที่ 5 — ทำไมมันถึงไม่ตายในตลาดมือสอง

นาฬิกาส่วนใหญ่ตกราคาเพราะสภาพทรุดลงตามอายุ กระจกเป็นรอย ตัวเรือนบุบ เครื่องเดินเพี้ยน แต่ G-SHOCK ถูกออกแบบมาให้ทนสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่แรก เรือนอายุสิบปีที่ผ่านการใช้งานมาหนัก ๆ ส่วนใหญ่ยังเดินตรงและฟังก์ชันครบ

สิ่งที่เสื่อมจริงมีอยู่ไม่กี่อย่าง คือสายเรซินที่แข็งและแตกตามอายุ กับถ่านที่หมด ทั้งสองอย่างเปลี่ยนได้ในราคาไม่กี่ร้อยบาท และเปลี่ยนแล้วเรือนนั้นกลับมาเหมือนใหม่ได้เกือบทั้งหมด ซึ่งต่างจากนาฬิกากลไกที่ค่าล้างเครื่องอาจแพงกว่าราคาตัวเรือน

ของที่เลิกผลิตแล้วแต่คนยังอยากได้

อีกเหตุผลคือคาสิโอออกรุ่นใหม่เยอะมากและเลิกผลิตเร็ว หลายรุ่นทำออกมาเป็นล็อตเดียวแล้วไม่ทำอีก โดยเฉพาะรุ่นสีพิเศษและรุ่นร่วมกับแบรนด์อื่น พอหายไปจากร้าน มันก็ไปโผล่ในตลาดมือสอง และบางรุ่นราคากลับขึ้นแทนที่จะลง

นี่คือเหตุผลที่การซื้อขาย G-SHOCK มือสองไม่เหมือนการซื้อขายของใช้แล้วทั่วไป มันมีคนที่ตามหารุ่นเฉพาะอยู่จริง และยอมจ่ายเพื่อเรือนที่สภาพตรงกับที่ประกาศไว้จริง ๆ

หากต้องการทราบว่ารุ่นที่อยู่ในลิ้นชักของคุณมีราคาประมาณเท่าใด ดูได้ที่หน้าราคากลาง ซึ่งคำนวณจากเรือนที่ขายออกไปแล้วจริงใน BEZKET ไม่ได้นำราคาที่ตั้งขายไว้เฉย ๆ มาเฉลี่ย

ที่มาของข้อมูล
  • · บทสัมภาษณ์ อิเบะ คิคุโอะ ที่เผยแพร่ผ่านสื่อหลายสำนักตลอดหลายปี
  • · ข้อมูลรุ่นและปีวางจำหน่ายจากเอกสารประชาสัมพันธ์ของคาสิโอ
  • · เรื่องโฆษณาลูกฮ็อกกี้เป็นเหตุการณ์ที่คาสิโอเล่าซ้ำในสื่อของตัวเองหลายครั้ง
  • · ภาพประกอบทั้งหมดเป็นภาพถ่ายสินค้าของร้านเราเอง

มีเรือนที่ไม่ได้ใส่อยู่ไหม

ลงประกาศฟรี ระบบแสดงยอดที่คุณจะได้รับก่อนยืนยันการลงประกาศ

อ่านต่อ
เจาะรุ่น
ทรงสี่เหลี่ยม — ทำไมซีรีส์ 5600 ถึงเป็น G-SHOCK ที่คนแนะนำให้ซื้อเรือนแรกเสมอ
ปรากฏการณ์
GA-2100 — แปดเหลี่ยมที่ทำให้คนที่ไม่เคยสนใจ G-SHOCK กลับมาใส่อีกครั้ง
เจาะรุ่น
F-91W — นาฬิกาพลาสติกราคาไม่กี่ร้อยที่คาสิโอขายได้มากที่สุดในโลก
เจาะรุ่น
A158 — นาฬิกาเหล็กเรือนเล็กของคาสิโอ ที่คนรุ่นใหม่กลับมาใส่อีกครั้ง
รู้ไว้ก่อนซื้อ
กันน้ำ 30 เมตร ไม่ได้แปลว่าดำน้ำได้ 30 เมตร — อ่านตัวเลขหลังเรือนให้เป็น
รู้ไว้ก่อนซื้อ
เปลี่ยนแบตเองได้ไหม — และทำไมช่างถึงยืนยันว่าต้องอัดกันน้ำใหม่ทุกครั้ง
เลือกให้ถูก
เรซินหรือโลหะ — เลือกวัสดุตัวเรือนให้ตรงกับชีวิตจริงของคุณ
ความรู้
SEIKO 5 — เครื่องออโตเมติกที่ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงนาฬิกากลไกได้